Friday, July 25, 2008

คนบ้าผู้กล้าเปลี่ยน

คนบ้าผู้กล้าเปลี่ยน
เรื่อง : ว.วชิรเมธี

เชื่อหรือไม่ว่า ที่โลกของเราก้าวหน้ามาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะอาศัย “คนบ้า” เสียเป็นส่วนใหญ่
คนปกติ มีส่วนทำให้โลกพัฒนาอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบอัตราส่วนแล้ว ดูจะน้อยกว่าคนบ้า

ในอินเดียสมัยโบราณ คนยุคนั้นมีความคิดกันว่า ทางที่จะทำให้บรรลุสู่ความดับทุกข์มีเพียงสองทาง หนึ่ง คือ ทางทรมานตน (ทุนิยม) และสองคือทางตามใจตน (สุขนิยม) ต่อมาเจ้าชายสิทธัตถะ ทรง “บ้า” กว่าคนในยุคนั้น คิดไม่เหมือนใครว่า ต้องมีทางสายอื่นที่ดีกว่าสองทางนี้อย่างแน่นอน แล้วก็ทรงแสวงหาทางเลือกใหม่ตามตรรกะที่ทรงตั้งสมมติฐานไว้ ทรงบ้าอยู่ได้ตั้ง 6 ปี ผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ทรงล้มเลิก

ใครบางคนเคยกล่าวว่า “ไม่มีใครล้มเหลว หากเขาไม่ยอมล้มเลิก”

คำกล่าวนี้ นับว่าใช้ได้กับกรณีของเจ้าชายสิทธัตถะ เพราะหลังจากทรงบ้าทดลองแสวงหาทางดับทุกข์มาทุกวิถีทางกินเวลากว่า 6 ปี ในที่สุดก็ทรงสมปรารถนา ทรงค้นพบมรรคาแห่งความสำเร็จในคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ นับแต่นั้น พระองค์ทรงเปลี่ยนสถานภาพเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

โลกยังคงจัดงานเฉลิมฉลองวันแห่งความสำเร็จของพระองค์มาจนถึงทุกวันนี้

หลังจากผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังนาม “อั้งลี่” สำเร็จการศึกษาจากมหานครนิวยอร์กแล้ว เขามีความฝันว่า สักวันหนึ่ง โลกจะต้องจดจำเขาในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อก้องให้จงได้ แต่จนแล้วจดรอด ฝันของเขาก็ไม่เคยเป็นจริง แทนที่สำเร็จการศึกษากลับมาแล้ว อั้งลี่ จะได้เป็นผู้กำกับสมใจ เขากลับกลายเป็นพ่อครัวอยู่ในร้านอาหาร

เขาช่วยภรรยาทำกับข้าวอยู่ในร้านอาหาร จนภรรยาเริ่มเซ็ง และถามว่า “เมื่อไหร่ คุณจะได้เป็นผู้กำกับเสียที” ในขณะที่คนรอบข้างมองไม่เห็นว่า อั้งลี่ จะเป็นผู้กำกับหนังได้อย่างไรนั้น ตัวเขากลับคิดอีกอย่างหนึ่ง
เขาคิดว่า ความสำเร็จต้องเป็นของเขาแน่นอน เพียงแต่ว่า ในการเดินทางมาหาเขานั้น ความสำเร็จต้องใช้เวลาทำวีซ่านานหน่อยก็แค่นั้น

เมื่อได้ตั้งปณิธานบ้าๆ ว่า ผู้กำกับเอเชียจะโกอินเตอร์ให้ได้แล้ว อั้งลี่ ไม่เคยอยู่เงียบๆ เขาซุ่มเขียนบทภาพยนตร์มากมาย และเพียรส่งให้กูรูด้านภาพยนตร์ทั่วโลกพิจารณา และในที่สุด หลังการรอคอยอันยาวนานถึง 6 ปีเต็ม โอกาสก็เดินทางมาถึงเขา และไม่นาน

หลังจากนั้น วีซ่าแห่งความสำเร็จก็ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ
เขากลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์จากเอเชียที่บุกตะลุยไปถึงรางวัลออสการ์อันทรงเกียรติเป็นผลสำเร็จเป็นคนแรก จากผลงาน “หุบเขาเร้นรัก” หรือ Brokeback Mountain นับแต่นั้นเป็นต้นมา อั้งลี่ ไม่ใช่พ่อครัวปรุงอาหารกายอีกต่อไป แต่เขากลายเป็นพ่อครัวผู้ปรุงอาหารใจหล่อเลี้ยงคนทั้งโลก

ใครบางคนเคยกล่าวว่า “สำหรับผู้รู้จักอดทนและรอคอยอย่างใจเย็น ความสำเร็จต้องเป็นของเขาไม่เร็วก็ช้า”
คำกล่าวนี้ นับว่าใช้ได้สำหรับกรณีของอั้งลี่

นานหลายร้อยปีมาแล้ว มีนักเดินเรือคนหนึ่ง เกิดมีความคิดบ้าๆ อยากรู้ว่า โลกกลมหรือโลกแบนอย่างที่เขาเล่าลือกันหรือไม่ เขาเริ่มท้าทายแนวคิดที่ว่าโลกกลม จนถูกสังคมต่อต้าน ระหว่างหาทางพิสูจน์ทฤษฎี เขาหายไปจากสังคมนานกว่า 4 ปี แล้วต่อมาเขาก็กลับมามีตัวตนอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ เขาไปหาพระเจ้าแผ่นดินของสเปน ขอรับพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อไปค้นหาโลกใหม่ที่ปลายสุดของมหาสมุทร แต่จริงๆ เขาต้องการทราบว่า โลกกลมหรือแบน ด้วยลูกบ้าที่กล้าคิดและทำแหกคอกไม่เหมือนใคร ในที่สุดชายคนนี้ก็ค้นพบทวีปอเมริกา

แต่กว่าจะค้นพบ เขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคนับไม่ถ้วน วันหนึ่งระหว่างเรือแล่นไปกลางมหาสมุทร ลูกเรืออยากกลับบ้าน จึงพากันฟันเสากระโดงเรือ แต่เขาก็ไม่เลิกบ้า สั่งให้ซ่อม แล้วเดินทางต่อ อีกครั้งหนึ่งลูกเรือลุกขึ้นประท้วง เจาะเรือจนรั่ว เพื่อหาเหตุขอให้เขาพากลับบ้านเกิด นักเดินเรือบ้าคนนั้นใช้กุศโลบายหมุนเข็มทิศเปลี่ยนทิศทางพลางบอกลูกน้องว่า เรากำลังบ่ายหน้ากลับบ้าน แต่แท้ที่จริงเรือยังคงมุ่งไปข้างหน้า เมื่อบ้าจนได้ที่แล้ว วันหนึ่ง คณะของนักสำรวจเลือดบ้าคนนี้ ก็ค้นพบทวีปใหม่ ซึ่งต่อมาก็คือ สหรัฐอเมริกา และนั่นจึงทำให้เขาได้รับเกียรติ นำเอาชื่อของเขามาเป็นชื่อของเมืองหลวงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (ดี.ซี.มาจาก District of Columbus)

ใครบางคนเคยกล่าวไว้ว่า “จุดหมายคือเป้านิ่ง นักเดินทาง คือ ผู้เคลื่อนไหว เมื่อจุดหมายอยู่ที่เดิมตลอด หากเราเดินเพียงวันละก้าว ไม่เร็วก็ช้า ต้องบรรลุจุดหมาย”

คำกล่าวนี้ นับว่า ใช้ได้กับกรณีของโคลัมบัส

เชื่อหรือไม่ว่า โลกของเราก้าวหน้ามาถึงทุกวันนี้ก็เพราะอาศัย “คนบ้า” เสียเป็นส่วนใหญ่

ผลแห่งการบ้าคิดนอกกรอบของเจ้าชายสิทธัตถะ ทำให้โลกเกิดศาสนาใหม่ ทำให้อารยธรรมของมนุษย์เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง ผลแห่งการบ้าของคนอย่างโคลัมบัส ทำให้เกิดประเทศใหม่อย่างสหรัฐอเมริกา ผลแห่งการบ้าของอั้งลี่ ทำให้คนเอเชียก้าวขึ้นสู่ยุคทองของโลกภาพยนตร์ในตะวันตก

คนบ้าๆ นี่แหละที่เปลี่ยนแปลงโลก คนนิ่งๆ คนเชื่องๆ คนเงียบๆ คนหงอๆ คนประเภท “เห็นด้วยนะ แต่ไม่แสดงออกหรอก” ยากมากที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์

สังคมไทยกำลังต้องการคนบ้าอย่างเร่งด่วน เราต้องการนักการเมืองบ้าๆ ที่กล้าลุกขึ้นมาประกาศว่า จะเล่นการเมืองโดยไม่โกง เราต้องการทหารบ้าๆ ที่กล้าประกาศว่า จะไม่ย้อนกลับไปปฏิวัติ เราต้องการตำรวจบ้าๆ ที่กล้าประกาศว่า จะไม่รับส่วย เราต้องการพระบ้าๆ ที่กล้าประกาศว่า จะไม่พาคนโง่ลงกว่าเดิม เราต้องการคนไทย ที่กล้าลุกขึ้นมาประกาศว่า บ้านเมืองก็ของเรา และเราทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์การเมืองใหม่ และเราต้องการคนไทยบ้าๆ ที่กล้าประกาศว่า นักการเมืองที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ควรมี ที่อยู่ ที่ยืน บนผืนแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเรา

หากเราไม่ลุกขึ้นมาบ้า เราก็คงจะต้องเป็นยายแก่ตาแก่ขี้บ่นกันไปอย่างนี้ชั่วนาตาปีทั้งประเทศ แล้วก็ปล่อยให้คนด้อยคุณภาพทั้งหลาย บริหารจัดการประเทศกันไปอย่างไร้ทิศทาง และมองไม่เห็นอนาคต

No comments: